วิเคราะห์-บอล-คืน-นี้แม่น-ๆ 5 สิ่งที่จะเกิดขึ้นถ้า แมนซิตี้ ไม่ได้ไป แชมเปี้ยนส์ลีก

วิเคราะห์-บอล-คืน-นี้แม่น-ๆ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ยังต่อสู้ในสนามระหว่างที่เรื่องราวการยื่นอุทธรณ์นอกสนามดำเนินต่อไปจากความผิดเรื่องการตบแต่งบัญชีของสโมสร ผิดระเบียบ ไฟแนนเชี่ยล แฟรีเพลย์ รับค่าสปอนเซอร์แสนแพงเพื่อถมงบประมาณในการเสริมทัพ ก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจลูกหนังยุคใหม่ เป็นแชมป์ พรีเมียร์ลีก ที่ตอนนี้โอกาสในการป้องกันแชมป์ลดน้อยลงจากช่องว่างความห่าง 22 คะแนนตามหลัง ลิเวอร์พูล ทำให้พวกเขาเปลี่ยนเป้าหมายมายังอีกรายการที่ยังทำไม่สำเร็จและเป็นรายการใหญ่ระดับยุโรปอย่าง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

บ่อนรับพนันถูกกฎหมายในต่างประเทศยกให้ “เรือใบ” เป็นเต็งหนึ่งที่จะคว้าแชมป์ชปล. ตามมาด้วย บาเยิร์น, ลิเวอร์พูล ในฐานะแชมป์เก่า, บาร์เซโลน่า และ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง

อะไรจะเกิดขึ้นหาก แมนเชสเตอร์ ซตี้ ไม่ได้เล่นถ้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

ถ้าจะมีอะไรสักอย่างที่ขาดหายไปจากเวลา 3 ฤดูกาลของ กวาร์ดิโอล่า และทีมมหาเทพสีฟ้าจากอีกฟากของเมือง แมนเชสเตอร์ วิเคราะห์ บอล ก็คงเป็นความยิ่งใหญ่ระดับยุโรป หลังจากรวบแชมป์ในประเทศไปครบถ้วน อันที่จริงพวกเขาก็เข้าใกล้เส้นทาง 4 แชมป์เป็นอย่างมาก แต่ตายง่ายไปหน่อยในซีซั่นที่แล้ว และฤดูกาลพวกเขาก็ไม่ค่อยมีโชค เจอกระดูกเบอร์ใหญ่อย่าง เรอัล มาดริด ตั้งแต่รอบ 16 ทีม ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องหนึ่ง

เนื่องจากพวกเขาอาจโดนตัดสิทธิ์เป็นเวลา 2 ปี ดังนั้นนี่คือจังหวะเหมาะอย่างที่สุดที่จะคว้าแชมป์ให้จงได้ แต่นอกจากผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับทีมแล้ว จะมีอะไรเกิดขึ้นอีกได้บางในขนาดสเกลที่กว้างกว่านี้

ทีมชาติอังกฤษอ่อนแอลง

วอล์คเกอร์, สโตนส์ และ สเตอร์ลิ่ง ยังเป็นกำลังหลักของทัพ “สิงโตคำราม” อาจมี วอล์คเกอร์ ที่ดูจะต้งแย่งชิงตำแหน่งแบ็คขวากับ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ แต่พวกเขาก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

ทีมชุดใหญ่ของ แมนฯ ซิตี้ มีนักเตะทีมชาติอังกฤษอยู่ 3 ราย ไคล์ วอล์คเกอร์, จอห์น สโตนส์ และ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ซึ่งตลอดช่วงเวลานับตั้งแต่เข้าสู่ยุคของ ชี้ค มานซูร์ ก็มีนักเตะติดทีมชาติอังกฤษมาแล้วหลายราย เพื่อนร่วมทีมก็อยู่ในชาติต่างๆ ทั้งยุโรป, อเมริกาใต้ และแอฟริกา แถมยังมีคนที่รอคอยโอกาสจะติดทีมชุดใหญ่อย่าง ฟิล โฟเด้น อยู่ด้วย เป็นทีมใหญ่ที่ผลิตนักเตะได้ไม่น้อยหน้ายักษ์ใหญ่อื่นๆ

ติกิตาก้า และแท็คติกของ กวาร์ดิโอล่า หรือกุนซือคนก่อนอย่าง มานูเอล เปเยกรินี่, โรแบร์โต้ มันชินี่ ก็ทำให้ผู้เล่นได้เรียนรู้แนวคิดอย่างอื่น เป็นประสบการณ์และเป็นประโยชน์ทั้งกับตัวเองและกับการเล่นระดับชาติ ดังนั้นการพลาดโอกาสระดับ แชมเปี้ยนส์ ลีก คือการ วิเคราะห์ ขาดประสบการณ์นานาชาติ และเมื่อไม่ได้ยืนในแสงไฟ โอกาสที่พวกเขาจะมีชื่อในทีมชาติย่อมลดลง

สำหรับ แกเร็ธ เซาธ์เกต นโยบายของเขาก็คือนักเตะทีมชาติต้องเป็นตัวหลักในสโมสร แต่ช่วงหนึ่ง ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ก็เสี่ยงที่จะหลุดทีมชาติหรืออาจโดนดร็อปจากตัวจริงในทีมชาติเมื่อกลับจาก ยูโร 2016 ที่น่าผิดหวัง ตอนนั้นเอง กวาร์ดิโอล่า ก็เข้ามา เขากลายเป็นนักเตะที่มีพัฒนาการ โดดเด่น ได้รับคำชมอย่างล้นหลาม เขาอาจจะเปิดเผยมาบ้างแล้วว่า จะอยู่ แมนฯ ซิตี้ ต่อไปไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่อยู่ในสภาพไหน หากขาด แชมเปี้ยนส์ ลีก เขาก็อาจโดนปรับลดมาตรฐานในสายตากุนซือทีมชาติลงไปบ้าง ไม่ต่างจากนักเตะทีมระดับกลาง ใช่หรือไม่


ลิเวอร์พูลครองทศวรรษใหม่อย่างไร้คู่ต่อสู้

ซาลาห์, มาเน่, ฟีร์มิโน่ แนวรุกของ ลิเวอร์พูล ในวัย 27-28 ปีอยู่ในช่วงพีคของอาชีพนักเตะ และยังสามารถเป็นแกนหลักของทีมได้อีก 3-4 ปี พวกเขาอาจทำให้ทีมอื่นยากจะต่อกร และครองแผนดินผู้ดีได้อีกสักพัก

ต้องยอมรับตามตรงว่าเมื่อฤดูกาล 2019/20 เริ่มต้นขึ้น คนส่วนมากแทบมองไม่เห็นเลยว่าจะมีใครมาชิงแชมป์ พรีเมียร์ลีก นอกจาก แมนเชสเตอรื ซิตี้ และ ลิเวอร์พูล เพราะทุกทีมล้วนมีปัญหาต่างๆ กัน อาร์เซน่อล ขาดๆ เกินๆ ตอนนี้ก็เริ่มนับหนึ่งใหม่อีกครั้งกับ มิเกล อาร์เตต้า เชลซี มีกุนซือมือใหม่กับพลังดาวรุ่ง ซื้อใครร่วมทัพไม่ได้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นซอมบี้ที่ยังไม่คืนสภาพปิศาจอันดุดันเลย ตั้งแต่ท่านเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จากไป หรือ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เราก็มองไว้ตั้งแต่แรกว่าพวกเขาอาจถึงทางตันในความพยายามที่ไม่ได้อะไรมานาน 4-5 ปีและ เมาริซิโอ ปอเช็ตติโน่ ก็แหกโค้งไปเรียบร้อย ส่วน เลสเตอร์ ม้ามืดมาแรงเป็นที่น่าติดตาม

แต่ด้วยฟอร์มที่ไม่พบความพ่ายแพ้จากลูกทีม เจอร์เก้น คล็อปป์ มันก็เป็นไปได้ว่าพวกเขาจะกลายเป็นทีมที่ไม่สามารถมีใครโค่นพวกเขาลง จนกว่าพวกเขาจะพลาดไปเอง ด้วยอายุเฉลี่ยของทีมชุดใหญ่ที่ 25.36 ปีก็คาดว่าอย่างน้อยๆ พวกเขาน่าจะลุ้นแชมป์ได้อีก 5 ปีต่อจากนี้ หรือจนกว่ากุนซือสมองเพชรอย่าง คล็อปป์ จะวางมือไป ซึ่งยากจะคาดเดาได้ แต่เบื้องต้นยึดตามสัญญาที่เหลืออยู่จะสิ้นสุดลงในฤดูร้อนปี 2024


แชมป์ พรีเมียร์ลีก หน้าใหม่ๆ

หาก แมนฯ ซิตี้ โดนริบแชมป์จริง ฤดูกาล 2013/14 แชมป์น่าจะตกเป็นของ ลิเวอร์พูล กลายเป็น ร็อดเจอร์ส พาทีมคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ครั้งแรกใน ประวัติศาสตร์?

นอกจากตัดสิทธิ์บอลยุโรป 2 ปีแล้ว ทาง พรีเมียร์ลีก ในฐานะผู้ดูแลระบบในประเทศที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ตั้งอยู่ก็มีความเห็นที่กำลังพิจารณาว่า ในเมื่อพวกเขามีความผิดระดับชาติ ก็ควรจะริบแชมป์ที่ได้มา ในช่วงเวลาที่มหาเศรษฐีเจ้าของทีมตบแต่งบัญชีด้วยหรือไม่ บัญชีตรวจสอบสิ้นสุดที่ปี 2016 ดังนั้น แชมป์ฤดูกาล 2011/12 ที่ มันชินี่ ทำทีมจนได้มา และโดนครหาว่าซื้อความสำเร็จ ก็จะกลายเป็นของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ของท่านเซอร์เพิ่มอีกสมัย

อีกสมัยในซีซั่น 2013/14 จาก มานูเอล เปเยกรินี่ ก็ต้องเสียไป และมอบมันให้กับอันดับ 2 อย่าง ลิเวอร์พูล ที่ตอนนั้นมี เบรนแดน ร็อดเจอร์ส คุมอยู่ แน่นอนว่า ไม่มีแฟนๆ ลิเวอร์พูล คนไหนอยากจะได้แชมป์ทางลัดหรือเป็นแชมป์เพราะข้อพิพาทอย่างนี้ แต่มันก็เป็นไปได้


การเลื่อนชั้นและตกชั้นที่วุ่นวาย

การริบแชมป์เป็นการลงโทษในประเทศอย่างหนึ่ง ว่ากันว่า โทษของพวกเขาอาจหนักหนาถึงขนาดปรับตกชั้นไป ลีก ทู แต่ทำไมต้องไปไกลขนาดนั้นก็ไม่ทราบได้ อาจเป็นเหมือนการเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ในฐานะทีมอาชีพเพราะ ลีก ทู คือลีกอาชีพที่ต่ำชั้นที่สุด หากลงไปมากกว่านั้นถึง คอนเฟอเรนซ์ก็จะอยู่ในสถานะทีมสมัครเล่นแล้ว

ฤดูกาล 2018/19 มิลาน จบเป็นอันดับที่ 5 ในเซเรีย อา ได้สิทธิ์ไป ยูโรปา ลีก แต่เนื่องจากทำผิดกฎ FFP พวกเขาจึงกำลังรับโทษ และไม่ได้เล่นฟุตบอลยุโรปในซีซั่น 2019/20 นี้

แต่ถ้ายังจำคดี กัลโช่โปลี 2006 กันได้ ที่ ยูเวนตุส ซื้อกรรมการ ล็อคผล โทษร้ายแรงสะเทือนโลกขนาดนั้น พวกเขาก็แค่โดนปรับตกลงไปหนึ่งขั้นสู่ เซเรีย บี แน่นอนว่าพวกเขากลับมาในเวลาอันรวดเร็ว แต่กว่าจะตั้งตัวจนเป็นแชมป์ เซเรีย อา ก็กินเวลาพอสมควร ดังนั้นการลดชั้นไปไกลจึงไม่มีเหตุผล

อย่างไรก็ดี มีสื่อเจ้าหนึ่ง ดิ แอธเลติก (The Athletic) ระบุว่าได้ลองสอบถามตัวแทนจากสโมสรต่างๆ ในลีกสูงสุด หลายเสียงแสดงความเห็นไปในทางเดียวกันว่า การปรับตกชั้นเป็นโทษที่รุนแรงเกินไป หรือหากเทียบกรณีที่เหมือนกันแทบไม่ผิดเพี้ยน คือการลงโทษที่ผิดกฎ ไฟแนนเชี่ยล แฟร์เพลย์ ของ เอซี มิลานในปี 2018 พวกเขาก็โดนลงโทษห้ามเล่นถ้วยยุโรป 2 ปี พวกเขาได้สิทธิ์เล่น ยูโรปา ไปก่อนในฤดูกาล 2018/19 และรับโทษในปีถัดมา แต่ก็ไม่โดน เลก้า เซเรีย อา ปรับตกชั้น และข่าวของ มิลาน ไม่ดังโครมคราม เพราะพวกเขาอยู่ในสถานะยักษ์หลับ ถึงไม่โดนแบนแต่ด้วยผลงานที่ชวนถอนใจ ไม่ได้ไปก็ไม่เป็นไร


ปารีส แซงต์ แชร์กแมง โดนจับตาเป็นรายต่อไป

เนย์มาร์ และ เอ็มบัปเป้ 2 ผู้เล่นค่าตัวแพงที่สุดในโลกที่ย้ายเข้ามาพร้อมกันในปี 2017 ทำให้สโมสรต้องใช้เงินจำนวนมาก

ปี 2018 แมนฯ ซิตี้ และ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง โดนตรวจสอบบัญชี พร้อมๆ กัน พวกเขาโดนลงโทษเดียวกันที่ผิดกฎ ไฟแนนเชี่ยล แฟร์ เพลย์ คือการจ่ายค่าปรับ 40 ล้านยูโร (1,400 ล้านบาท) และโดนลดขนาดทีมที่จะส่งลงเตะ แชมเปี้ยนส์ ลีก จาก 25 เหลือ 21 รายชื่อ เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา เรื่องลดขนาดทีมก็ถือว่าโทษไม่เบาแต่ไม่หนักเกินไป โดยรวมแล้วพอรับได้ แต่เมื่อ แมนฯ ซิตี้ ล่วงหน้าไปก่อนกับบทลงโทษที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ “เปแอสเช” ก็มีโอกาสที่จะถูกจับตาเป็นทีมถัดไป

พวกเขาซื้อตัว เนย์มาร์ ในราคา 222 ล้านยูโร (7,770 ล้านบาท) และซื้อ คีเลี่ยน เอ็มบัปเป้ อีกรายในเวลาไล่เลี่ยกัน แม้พยายามแก้เกมด้วยการยืมมาก่อน แล้วแบ่งจ่ายในรอบบัญชีถัดไป 180 ล้านยูโร (6,300 ล้านบาท) แต่ก็ถือว่าใช้เงินไปมากมายมหาศาล และมันอาจตามมาเล่นงานพวกเขา

บทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร ยังไม่จบลงง่ายๆ จนกว่าผู้บริหารจะยื่นเรื่องอุทธรณ์ด้วยความพยายามทุกวิถีทางที่จะประคองทีมให้อยู่ต่อไป แต่อะไรๆ ก็ไม่แน่ไม่นอน เราอาจเห็นโลกสงบหรืออาจเห็นความอลหม่านอย่างที่ไม่เคยเป็นก็ได้


ติดตามทุกความเคลื่อนไหวในวงการฟุตบอลทุกเรื่องราวก่อนใคร ติดตามบทความ วิเคราะห์บอล วิเคราะห์ บอล แม่นๆ ติดตามบท วิเคราะห์ บอล คืนนี้ ทุกลีกทุกทีมดังติดตามได้ทุกวันทาง : เว็บ Maxbet

คนเข้าชม 257 total views