z][v] เหตุผลที่ ลิเวอร์พูล ไม่สนใจ เอฟเอ คัพ (รีเพลย์)

z][v] การส่งทีมเยาวชนลงเล่น เอฟเอ คัพ รีเพลย์ ของ เจอร์เก้น คล็อปป์ และ ลิเวอร์พูล ที่จะต้องเจอ ชริวสบิวรี่ อีกครั้งที่ แอนฟิลด์ วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2020 กลายเป็นข้อวิพากย์และที่ถกเถียงอย่างมาก ว่าเกิดอะไรขึ้นกับวงการฟุตบอล หรือมีอะไรผิดปกติกับทีม กับนักเตะ กับผู้จัดการทีม หรือว่าการพักเบรกกลางฤดูกาลไม่ใช่เรื่องจำเป็น ขณะที่ ลิเวอร์พูล ไม่มีเกมแข่งช่วงสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนกุมภาพันธ์แต่ก็มีบางทีมต้องเจอเกมเก็บตก sbobet

ไม่ต้องห่วงฉัน… อาจเป็นคำพูดที่อยู่ในใจ คล็อปป์ เพราะถึงตกรอบ เอฟเอ คัพ แต่พวกเขายังเดินตามแผนเพื่อคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ได้อยู่

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คือหนึ่งในทีมใหญ่ที่เจอโปรแกรมระหว่างที่ทีมของ คล็อปป์ มีเบรกกลางฤดูกาล ในกรณีของ “เรือใบสีฟ้า” พวกเขาเลี่ยงมันไม่ได้เลย สำคัญอย่างยิ่ง เพราะ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า และลูกทีมของเขาต้องการทุกคะแนนเพื่ออยู่ในเส้นทางลุ้นแชมป์ต่อไป มันจึงไม่มีข้อพิพาทอะไรจากแชมป์เก่า แต่การลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ลีก กับ รีเพลย์ เอฟเอ คัพ ก็เป็นคนละเรื่องกัน แล้ว เอฟเอ คัพ ไม่น่าสนใจหรือ? มีคำตอบ

ทำไม ลิเวอร์พูล ถึงไม่สนถ้วย เอฟเอ คัพ ?

เอฟเอ คัพ สิ้นมนตร์ขลัง

ครั้งหนึ่งในปี 2000 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็เคยถอนตัวจาก เอฟเอ คัพ เพราะต้องไปลงแข่งชิงแชมป์สโมสรโลก พวกเขาไม่เลือกทีมเยาวชนมาลงเล่นในรอบ ที่ 3 แม้มีความเป็นไปได้ที่อาจจะจับสลากเจอทีมเล็กแล้วรอดตัวรอให้ชุดใหญ่กลับมาสู้ต่อ เป็นการตัดสินใจที่แตกต่าง

เราเคยเขียนถึงเรื่องนี้ไปแล้วว่า เอฟเอ คัพ อาจเป็นรายการที่ไม่ใช่เพียงทีมใหญ่เท่านั้นที่ลดความสนใจในถ้วยใบนี้ เนื่องจากพวกเขาต้องเตรียมทีมสำหรับฟุตบอลยุโรป และแข่งขันเพื่อตำแหน่งแชมป์ พรีเมียร์ลีก แต่สำหรับทีมในลีกรองหลายๆ ทีมพวกเขาก็เริ่มมีแนวคิดว่าหรือการลุ้นเลื่อนชั้น การหนีตกชั้น จะเป็นภารกิจที่สำคัญกว่า เพราะการได้แชมป์บอลถ้วยไม่ทำให้พวกเขากลายเป็นทีมที่พัฒนาอย่างชัดเจน แต่เป็นเหมือนโชคดีที่ครั้งหนึ่งเคยได้แชมป์ มีความดี และมีโชคช่วยเล็กน้อย

สำหรับทีมเล็กพวกเขาอาจสิ้นหวังไปแล้วกับการเป็นแจ็คผู้ฆ่ายักษ์ เพราะไม่มีทีมจากลีกรอง หรือกระทั่งทีมท้ายแถวใน พรีเมียร์ลีก รอดมือทีมใหญ่ อย่างที่ ปอร์ทสมัธ เคยเข้าชิงกับ คาร์ดิฟฟ์ เมื่อปี 2008 และโควตา ยูโรปา ลีก ไม่ใช่สิ่งที่น่าสนใจ มากมายไปด้วยค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียมการสมัคร ค่าเดินทางไปแข่งขัน ทุกอย่างเป็นต้นทุน ที่ไม่น่าภาคภูมิใจเท่าไร


เบรกกลางฤดูกาลสำคัญ

เบรกกลางฤดูกาลไม่ได้มีไว้สำหรับทุกทีม เป๊ป และ แมนฯ ซิตี้ เป็นหนึ่งในนั้นที่ไม่ได้พัก สุดสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนกุมภาพันธ์ มีโปรแกรม พรีเมียร์ลีก 4 คู่ 8 ทีมจะต้องลงเตะ และอีก 4 ทีม (รวมลิเวอร์พูล) ต้องลงเล่น เอฟเอ คัพ รีเพลย์ เหลือเพียง 8 ทีมที่ได้พัก

คล็อปป์ ย้ำคำนี้ว่า Mid-season break ไม่ใช่เบรกหนีหนาว แม้เดือน 2 ของทุกปีจะเป็นช่วงที่อังกฤษหนาวมากที่สุดก็ตาม เขาบอกว่ามันสำคัญที่พวกเขาควรได้รู้ล่วงหน้านานๆ นานกว่า 2-3 สัปดาห์ว่าพวกเขาจะได้ลงเตะรายการไหน กับใคร และแน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้เตรียมตัวรับมือกับเกมนัดรีเพลย์ ว่ากันตามตรง ชริวสบิวรี่ เล่นดีเหนือความคาดหมาย แต่เขาไม่ต่อว่าลูกทีมว่าเล่นได้ต่ำกว่ามาตรฐาน และแม้เขาเลือกผสมนักเตะสำรอง นักเตะเยาวชนอย่าง เนโค วิลเลี่ยมส์, เคอร์คิส โจนส์ หรือ ฮาร์วี่ย์ เอลเลียต ลงไปบ้าง แต่เขาก็จะไม่บอกว่าเขาวางแผน เตรียมแท็คติกมาผิด

ระหว่างสื่อมาอออยู่ที่ไหนสักแห่งในสนามเหย้าของ ชริวสบิวรี่ ที่ไม่มีห้องสัมภาษณ์เป็นสัดส่วน คล็อปป์ บอกว่าเขาได้รับเอกสารจากทาง พรีเมียร์ลีก เรื่องเบรกกลางฤดูกาล และเขาก็เคารพมัน เขาทำตามที่ทางลีกบอกว่าให้หยุดพัก สามารถนำมาเปิดเผยให้ทุกคนดูได้ เอฟเอ จะเอาไง? นั่นอาจเป็นข้ออ้างเท่านั้น เพราะการพักผ่อนหลังจากเจอพายุโหมกระหน่ำมาตลอดทุกรายการ ไม่เว้นสโมสรโลกที่ทำให้พวกเขาต้องส่งเด็กลงหวด คาราบาว คัพ มันก็คงถึงเวลาจริงๆ ที่ผู้เล่นชุดใหญ่ควรได้ผ่อนคลาย


นักเตะสำคัญที่สุด

ฤดูกาล 2018/19 ลิเวอร์พูล มีรายจ่ายเป็นค่าจ้างนักเตะสูงถึง 108.83 ล้านปอนด์ (4,353.2 ล้านบาท) พวกเขาลงทนกับนักเตะเป็นจำนวนมหาศาล ดังนั้นก็ต้องถนอมทรัพยากรสำคัญ

สโมสรจะเดินหน้าต่อไปอย่างไรหากปราศจากนักเตะที่เป็นกำลังสำคัญ ที่ต้องปรบมือให้ คล็อปป์ ก็คือเขาวางทุกคนเอาไว้ด้วยความสำคัญเท่าเทียมกัน เขายืนยันชัดเจนว่านักเตะชุดใหญ่ทั้งหมดจะไม่ไปที่นั่น เขาเองก็เช่นกัน เขาไม่เห็นด้วยกับความคิดที่ว่า ในเมื่อ 11 ตัวจริงทุกเกมก็แตกต่างกัน ยังมีคนที่ได้ลงเล่นน้อยเกม หรือเป็นสำรองในทีมชุดใหญ่ที่อาจต้องการพิสูจน์ตัวเองในเกมที่มีความสำคัญรองลงมา เช่นเกมบอลถ้วยที่ต้องเจอทีมเล็ก ก็น่าจะส่งแข้งพวกนี้ลง เขาหนักแน่นกับคำว่าทีมชุดใหญ่

อีกประโยคที่น่าสนใจก็คือ บรรดาสตาร์ทั้งหลายอย่าง เฟอร์กิล ฟาน ไดจ์, ซาดิโอ มาเน่, โม ซาลาห์, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน พวกนี้ไม่มีคำว่าพักผ่อนอยู่เลย เพราะทุกครั้งที่เบรกทีมชาติก็จะต้องไปเข้าแคมป์ทีมชาติ ถ้าบาดเจ็บกลับมา ทั้งทีมชาติและสโมสรก็จะบาดหมางกันโดยที่ไม่มีใครยอมรับผิด กรณีนี้แบบนี้สโมสรมักจะเสียผลประโยชน์มากกว่า ไม่ว่าสมาคมฟุตบอลจะชดใช้เป็นเงินเท่าไรก็ไม่สาสมกับที่สโมสรเสียโอกาสมากมายในตัวนักเตะที่พวกเขาจ่ายค่าจ้างให้ตลอดทั้งปี

ในยุโรป ทีมชาติมีกำลังทรัพย์ส่งเสริมให้นักเตะไม่มาก และอาจมีของขวัญเล็กๆ น้อยๆ เพราะการติดทีมชาติเป็นเกียรติมากกว่าเป็นรายได้หล่อเลี้ยงชีพ เราจึงเห็นได้บ่อยครั้งที่ผู้จัดการทีมชาติและผู้จัดการสโมสรโต้แย้งกันผ่านสื่อ และอาจโต้แย้งกันเป็นส่วนตัวด้วย ดังนั้นการพักเบรกในระดับสโมสรก็ถือเป็นการถนอมร่างกายนักเตะ ก่อนเกิดปัญหาระดับชาติ


แผนการสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด

พรีเมียร์ลีก คือสิ่งที่ คล็อปป์ และ ลิเวอร์พูล วางแผนมาตลอดว่าต้องคว้ามาครองให้ได้ เพื่อลบคำสบประมาท 30 ปีที่ทั้งสโมสรและแฟนบอลต้องเผชิญ ฤดูกาลนี้พวกเขามีโอกาสที่ดีที่สุด และจะพลาดไม่ได้ ผิดแผนก็ไม่ได้

สืบเนื่องจากการไม่ส่งสำรองที่มีเวลาลงสนามน้อยๆ ลงไป และ คล็อปป์ จะไม่ไปที่นั่นด้วยการวางแผนแบบเร่งรัด ไม่ทำอะไรครึ่งๆ กลางๆ ถ้าจะทำก็ต้องทำอย่างจริงจัง เต็มรูปแบบ นั่นคือแนวคิดของกุนซือชาวเยอรมัน ทำอะไรอย่างมีแบบแผนตามสไตล์คนจากดอยช์ลันด์

ถ้าเป็นไปได้ การเป็นแชมป์บอลถ้วยก็ดี มันแสดงถึงศักยภาพของทีมในช่วงเวลาหนึ่ง และได้เกียรติประวัติ แต่หลังจากคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2018/19 พวกเขาล้วนพิสูจน์ตัวเองมาแล้วว่าแข็งแกร่ง และอาจจะมีโชคเล็กน้อย แต่เวลา 4-5 ปีที่ คล็อปป์สร้างทีมนี้ขึ้นมาก็เพื่อเติมเต็มรายการสุดท้ายที่แฟนๆ ลิเวอร์พูล ทั่วโลกเฝ้ารอมา 30 ปีนั่นคือ พรีเมียร์ลีก

การได้แชมป์ลีกสำคัญเป็นอันแรกสำหรับทีมขนาดใหญ่โดยเฉพาะทีมท็อป 4 ท็อป 6 อยู่เสมอ อย่างที่เราเข้าใจกันว่า 38 เกมในระยะเวลา 8 เดือนมันคือการยืนระยะ มากกว่าการเล่นดีนัดเดียวจบ แต่พวกเขาต้องมีการเตรียมตัว เตรียมใจ เตรียมทีม วางแผนทุกอย่าง เพื่อบอกคนทั้งโลก ทั้งประเทศว่าพวกเขาอดทนต่อสู้มาตลอดปีเพื่อสิ่งนี้ และเพื่อเป็นบิ๊กทีมโดยสมบูรณ์

ที่สุดแล้ว คล็อปป์ บอกว่ามันก็คือการตัดสินใจ เขาต้องทำอะไรสักอย่าง แม้มันอาจไม่ป็อปปูล่าร์ ไม่ใช่สิ่งที่คนอื่นเขาคิดทำกัน และแทนที่เขาจะต้องมานั่งอธิบายเหตุผลมากมาย ถ้าจะมีคนที่รู้เรื่อง มีส่วนรู้เห็นเรื่องการจัดโปรแกรม จัดการพักเบรกกลางฤดูกาลมาช่วยอธิบายก็จะดีมาก

แต่เอาเป็นว่าทุกอย่างนั้นผ่านการคิดมาแล้ว ซึ่งไม่มีคำว่าไม่อยากเป็นแชมป์ เอฟเอ คัพ จากปากของ คล็อปป์ เขาแค่ต้องการแผนที่ชัดเจนสำหรับฤดูกาลถัดไป ที่บอกเป็นนัยว่า แผนการในซีซั่นนี้ขอแชมป์ พรีเมียร์ลีก ก่อนก็แล้วกัน!


แม้การตัดสินใจของ เยอรเกล้น คล็อปป์ อาจจะเลือกมองข้ามถ้วย เอฟเอ คัพ แต่ยังไงในปีนี้พวกเขาก็ยังมีโอกาสในการลุ้นแชมป์ในทุกรายการที่แข่งขัน รวมถึงยังเป็นทีมเต็งในการเป็นแชมป์ พรีเมียร์ลีก ในฤดูกาลนี้ด้วยเช่นกัน ติดตามสถานการณ์การลุ้นแชมป์ของทีม หงส์แดง และทุกทีมดังรอบโลกได้ทุกวันทาง เว็บไซต์ Maxbet

คนเข้าชม 326 total views